คำถามเนติ สมัย ๖๓ อาญา

ข้อ ๑ บริษัทเอก จำกัด ได้รับงานจ้างก่อสร้างโรงรถในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของรัฐ มหาวิทยาลัยได้แต่งตั้ง นายดวง ข้าราชการพลเรือนตำแหน่งวิศวกรชำนาญการ มีหน้าที่เป็นผู้ควบคุมและรายงานผลการดำเนินงานก่อสร้างแก่มหาวิทยาลัย และได้แต่งตั้งนายชาญ ข้าราชการพลเรือน ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดซื้อคุรุภัณฑ์ทั่วๆไปของมหาวิทยาลัย เป็นกรรมการการตรวจจ้าง มีหน้าที่ตรวจรับงานจ้างโรงรถอีกหน้าที่หนึ่ง บริษัทเอก จำกัด ก่อสร้างงานเสร็จส่งมอบงานให้นายดวงพิจารณา นายดวงอยากได้เงินสักก้อนเพื่อไปให้ผู้บังคับบัญชาจึงขอให้บริษัทเอก จำกัด จัดมาให้ตนโดยพูดว่าหากไม่ให้ตนอาจจะรายงานในทางให้คุณหรือโทษ โดยอาจจะบันทึกว่างานนั้นยังไม่เสร็จบริบูรณ์ตามสัญญาจ้างก็ได้ แต่บริษัทเอก จำกัด ไม่นำเงินมาให้ นายดวงเห็นว่าหากรอเรื่องไว้จะเป็นความผิด จึงรายงานว่าบริษัทเอก จำกัด ได้ก่อสร้างถูกต้องตามแบบแล้ว มหาวิทยาลัยจึงส่งเรื่องให้นายชาญกรรมการตรวจการจ้างตรวจงาน นายชาญจะต้องเดินทางไปต่างประเทศ จึงรีบลงลายมือชื่อในหนังสือรับมอบงานโดยไม่ได้ไปตรวจงานตามหน้าที่ บริษัทเอก จำกัด ได้เงินจากมามหาวิทยาลัยแล้วแต่ไม่ได้มอบเงินให้นายดวง

ให้วินิจฉัยว่า นายดวง นายชาญ มีความผิดฐานใด

คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๓๙๕๓/๒๕๓๐ จำเลยเป็นข้าราชการพลเรือนสังกัดมหาวิทยาลัย ร. มีหน้าที่ปฏิบัติงานช่าง เขียนแบบและปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมายจำเลยได้รับแต่ง ตั้งจากมหาวิทยาลัยให้มีหน้าที่ควบคุมและตรวจงานก่อสร้างที่พักสำหรับนัก ศึกษา แล้วรายงานผลให้ประธานกรรมการตรวจการจ้างทราบ ซึ่งจำเลยอาจรายงานในทางให้คุณหรือให้โทษโดยเกี่ยงงอน ว่างานงวดสุดท้ายที่จำเลยเรียกร้องเงินจาก พ. ตัวแทนของผู้รับจ้างในการที่จำเลยจะลงนามตรวจผ่านให้นั้นยังไม่แล้วเสร็จ บริบูรณ์ตามสัญญาจ้างก็ได้จึงถือได้ว่าจำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบจูงใจ เพื่อให้ พ. ให้เงินดังกล่าวแก่จำเลย อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๘ แล้ว แม้จำเลยจะอ้างว่าเรียกร้องให้ผู้อื่นและได้มีการส่งมอบเงินให้จำเลยหลังจาก ที่คณะกรรมการตรวจการจ้างตรวจรับงานไว้แล้วก็ตาม

ข้อ ๒ นายเหลืองและนายเขียวตกลงร่วมกันขับรถแข่งบนท้องถนนในเวลากลางคืน เมื่อถึงเวลานัด ทั้งสองต่างขับรถยนต์ของตนแข่งกันด้วยความเร็วสูง รถยนต์ทั้งสองคันได้เฉี่ยวชนนายดำซึ่งกำลังเดินข้ามถนนบนทางม้าลาย นายดำมีบาดแผลเล็กน้อย นายเหลืองและนายเขียวได้จอดรถและลงจากรถมาขอโทษนายดำโดยจ่ายค่าเสียหายให้ นายดำจำนวนหนึ่ง นายดำรับเงินมาแล้ว จึงไปรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาล แต่เป็นเพราะความประมาทเลิ่นเล่อของพยาบาลทำให้บาดแผลติดเชื้อ นายดำจึงถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา

ให้วินิจฉัยว่า นายเหลืองและนายเขียวมีความผิดใดหรือไม่

นายเหลือง นายเขียว มีผิดฐานขับรถจักรยานบนทางสาธารณะโดยประมาทเป็นเหตุให้นายดำ ได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำความผิดฐานร่วมกันโดยประมาท ไม่อาจมีได้ จึงไม่ถือว่าเป็นตัวการร่วม แต่แยกการกระทำของแต่ละคนออกจากกัน คือ ต่างคนต่างประมาท แต่เมื่อผลจากการการะทำโดยประมาทของบุคคลทั้งสอง เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของตนเอง จนเป็นเหตุให้นายดำ ถึงแก่ความตาย จึงต้องรับผิดฐาน กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย เพราะความตายเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของนายเหลืองและเขียว ถึงแม้พยาบาลจะประมาทรักษาแผลไม่ดีก็ตาม เมื่อบาดแผลที่รักษาเกิดจากการกระทำของนายเหลืองและเขียว ความตายของดำจึงเป็นผลโดยตรงอันเกิดจากความประมาทของเหลืองและเขียว

ข้อ ๓ นายเบี้ยวจ้างนายแบนให้ไปฆ่านายทอง นายแบนไปที่บ้านนายทอง นายทองกำลังยืนคุยกับนายเงิน แต่นายแบนไม่รู้จักนายทองมาก่อน จึงถามนายทองว่าคนไหนคือนายทอง นายทองรู้ว่านายแบนเป็นมือปืนรับจ้างจะมาฆ่าตน จึงชี้ไปที่นายเงินและบอกว่านี่คือนายทอง นายแบนสำคัญผิดว่านายเงินคือนายทอง จึงชักปืนยิงนายเงินถึงแก่ความตาย

ให้วินิจฉัยว่า นายแบน นายทอง นายเบี้ยว มีความผิดฐานใดหรือไม่

นายแบนใช้ปืนยิง เขียวตาย นายแบนรู้ว่าเป็นการฆ่าผู้อื่น การกระทำของนายแบนจึงครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานฆ่าผู้อื่น การที่นายแบนได้รับจ้างมาจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การกระทำของนายแบนจึงครบองค์ประกอบภายใน นายแบนจึงต้องรับผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ปอ. มาตรา ๒๘๙ (๔) และ มาตรา ๕๙
แต่การที่นายแบนสำคัญผิดว่านายเงินคือนายทอง นายแบนจะอ้างความสำคัญผิดดังกล่าวมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีเจตนาฆ่านายเงินไม่ได้ ตาม มาตรา ๖๑ วางหลักไว้
การที่นายแบนพกอาวุธปืนไปยิงเขียวนายเงินตาย จึงผิดฐานพาอาวุธไปในเมืองโดยไม่มีเหตุอันควร ตาม มาตรา ๓๗๑ และยิงปืนในเมืองโดยใช่เหตุ ตาม ม. ๓๗๖ อีก
นายเบี้ยวจ้างนายแบนให้ไปฆ่านายทอง จึงเป็นการก่อให้นายแบนกระทำความผิดด้วยการจ้าง นายเบี้ยวเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด เมื่อนายแบนใช้ปืนยิงเขียวตาย แล้วเป็นการกระทำภายในขอบเขตของการใช้ของนายเบี้ยว ตาม มาตรา ๘๗ นายเบี้ยวจึงต้องรับโทษเสมือนตัวการ นายเบี้ยวต้องรับผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ปอ. มาตรา ๒๘๙ (๔) , มาตรา ๘๔ และมาตรา ๘๗
การที่นายทอง รู้อยู่แล้วว่านายแบนจะมาฆ่าตนจึงกลัวตาย นายทอง จึงบอกว่านายเงินคือนายทอง นายทอง ย่อมเล็งเห็นได้ว่า นายแบนจะไปฆ่านายเงินได้ จึงถือว่านายทอง มีเจตนาฆ่านายเงินเป็นเจตนาเล็งเห็นผล ตาม มาตรา 59 วรรคสอง นายทอง จึงเป็นผู้ก่อให้นายแบนกระทำความผิด ดำจึงต้องรับผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ปอ. มาตรา 289(4) , มาตรา 59 วรรคสอง และ มาตรา 84 นายทอง ไม่สามารถอ้างว่า นายทอง กระทำผิดด้วยความจำเป็น ตาม มาตรา 67 ได้แม้ว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงเพราะนายทอง สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยวิธีอื่น

ตัวอย่าง นายแดงจ้างนายดำไปฆ่านายขาว นายดำไม่รู้จักนายขาวจึงไปถามนายขาว นายขาวระแวงว่านายดำจะมาฆ่าตน กลัวถูกฆ่า จึงชี้ไปที่นายเขียว และบอกว่านายเขียวคือนายขาว นายดำจึงยิงนายเขียวตาย
ให้วินิจฉัยว่า นายแดง นายดำและนายขาวมีความผิดฐานใด
คำตอบ นายดำใช้ปืนยิงนายเขียวตาย เป็นการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพราะการรับจ้างมาฆ่า นายดำจะอ้างความสำคัญผิดในตัวบุคคลมาเป็นข้อแก้ตัวว่าไม่มีเจตนาฆ่านายเขียวไม่ได้ตามมาตรา ๖๑ นายดำจึงมีความผิดตามมาตรา ๒๘๙ (๔) , ๕๙ และ ๖๑ นายแดงจ้างนายดำไปฆ่านายขาว เป็นการก่อให้นายดำกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อนายดำยิงนายเขียวโดยสำคัญผิดในตัวบุคคล คือเข้าใจว่านายเขียวคือนายขาว ถือว่าอยู่ในขอบเขตแห่งการใช้ตามมาตรา ๘๗ นายแดงจึงต้องรับผิดในความตายของนายเขียว นายแดงมีความผิดตามมาตรา๒๘๙ (๔) , ๕๙ , ๖๑ และ ๘๔ วรรคสองนายขาวบอกว่านายเขียวเป็นนายขาว ทำให้นายดำมีเจตนาฆ่านายเขียว เป็นการก่อให้นายดำกระทำความผิดฐานฆ่านายเขียว นายขาวจึงเป็นผู้ใช้โดยการหลอกนายดำ เมื่อนายดำยิงนายเขียวตาย อันเป็นการทำผิดตามที่ใช้ นายขาวจึงมีความผิดตามมาตรา ๒๘๙ (๔) , ๘๔ วรรคสอง
ข้อ ๔ นายปิงกับนายวังร่วมกันแจ้งต่อนายหวานเจ้าหน้าที่ปกครอง นำนักงานทะเบียนอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ว่า นายวังชื่อนายน่าน เป็นบุตรของนายปิง ขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ เนื่องจากบัตรเดิมสูญหาย นางหวานจึงให้บุคคลทั้งสองไปพบนายเค็มปลัดอำเภอเลิงนกทาเพื่อทำการสอบสวน นายเค็มสอบสวนแล้วแจ้งให้นายปิงไปหาบุคคลมารับรองตัวนายวัง นายปิงจึงไปตามนายยม มาและนายยมได้ลงชื่อรับรองในบันทึกคำให้การรับรองบุคคลด้านหลังคำขอมีบัตร ใหม่เหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนว่านายวังชื่อนายน่าน โดยนายปิง นายวังและนายยมรู้ว่านายน่านถึงแก่ความตายไปแล้วก่อนที่นายปิงกับนายวังมา แจ้งต่อนางหวานและนายเค็มผู้มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานบัตรประจำตัว ประชาชน

ให้วินิจฉัยว่า นายปิง นายวัง และนายยมมีความผิดฐานใดหรือไม่

นางหวานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ปกครอง สำนักงานทะเบียนอำเภอ และนายเค็มปลัดอำเภอ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานบัตรประจำตัวประชาชน ถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน
การที่นายปิงกับนายวังร่วมกันแจ้งต่อนางหวานว่านายวังชื่อนายน่าน อันเป็นความเท็จ จึงมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานอัน อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ตาม ปอ.ม.๑๓๗,๘๓
และในการแจ้งนั้นก็เพื่อให้ทางอำเภอออกบัตรประชาชนให้ใหม่ จึงเป็นการแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลง ในเอกสารราชการ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน นายปิงกับนายวังจึงมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อ ความอันเป็นเท็จ ตาม ปอ. ม.๒๖๗ , ๘๓ อีกบทหนึ่ง (กรรมเดียวหลายบท)
ส่วนการกระทำของนายยมที่ได้ลงลายมือชื่อรับรองในคำขอมีบัตรใหม่โดยรู้ว่านาย น่านได้ถึงแก่ความตายไปแล้วนั้น ถือว่าเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในขณะที่นายปิงและนายยอมกระทำความผิด นายยมจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด ตาม ปอ.ม.๑๓๗,๒๖๗,๘๖

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๕๐๒/๒๕๕๐ พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง นายบุญเส็ง คุ้มบุญ กับชายคนหนึ่งร่วมกันแจ้งต่อนางคมคาย พรหมอินทร์ เจ้าหน้าที่ปกครอง ๔ สำนักงานทะเบียนอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธรว่า ชายดังกล่าวชื่อนายนิคม คุ้มบุญ เป็นบุตรของนายบุญเส็งขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่เนื่องจากบัตรเดิมสูญหาย นางคมคายจึงให้บุคคลทั้งสองไปพบนายธนาคม ไหลเจริญกิจ ปลัดอำเภอเลิงนกทา เพื่อทำการสอบสวน นายธนาคมสอบสวนแล้วแจ้งให้นายบุญเส็งไปหาบุคคลมารับรองตัวชายดังกล่าว นายบุญเส็งจึงไปตามจำเลยมาลงชื่อรับรองในบันทึกคำให้การรับรองบุคคลด้านหลัง คำขอมีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนเอกสารหมาย จ.๓ ต่อมาความปรากฎว่านายนิคมถึงแก่ความตายไปแล้วก่อนวันเกิดเหตุ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของ จำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายธนาคม ไหลเจริญกิจ เป็นพยานเบิกความว่า ก่อนที่พยานจะให้จำเลยลงชื่อเป็นผู้รับรอง พยานได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าการรับรองบุคคลครั้งนี้เป็นการรับรองเพื่อทำบัตร ประจำตัวประชาชนกรณีบัตรหาย และได้สอบถามถึงความเกี่ยวพัน จำเลยแจ้งว่าเป็นญาติกับนายนิคม เมื่อจำเลยลงชื่อเป็นผู้รับรองแล้ว พยานจึงอนุมัติให้ออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ผู้ขอ เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นการเบิกความเนื่องจากการปฏิบัติราชการใน หน้าที่ อันเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการไม่ปรากฏเหตุระแวง สงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลย คำเบิกความจึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง จำเลยก็รับว่ารู้จักนายนิคม ที่จำเลยนำสืบทำนองว่าจำเลยลงชื่อรับรองโดยมิได้พบเห็นตัวบุคคลที่ตนรับรอง จึงขัดต่อเหตุผลไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ได้ความว่าจำเลยเพียงแต่ลงชื่อรับรองตัวบุคคลโดยที่มิได้ร่วมกับพวกแจ้งให้ เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗, ๒๖๗, ประกอบมาตรา ๘๖ ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๗ ประกอบมาตรา ๘๖

ข้อ ๕ นายปลอดนักย่องเบา เดินผ่านบ้านนายสมชายซึ่งเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ นายปลอดเป็นคนตัวเตี้ยไม่สามารถปีนโหนเข้าไปลักทรัพย์ทางหน้าต่างได้ ขณะนั้นได้มีนายโซเมาเหล้านั่งพิงย้านอยู่ใต้บริเวณหน้าต่างพอดี นายปลอดจึงกระโดดขึ้นเหยียบบ่านายโซเพื่อปีนผ่านทางหน้าต่างเข้าไปลักสร้อย คอทองคำของนายสมชายได้มา 1 เส้น เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่นายปลอดจะนำสร้อยที่ลักไปขายได้ถูกนายยอดกระชากสร้อย ไป

ให้วินิจฉัยว่า นายปลอดและนายยอดมีความผิดฐานใดหรือไม่

นายปลอดเจตนาเข้าไป ลักทรัพย์ในบ้านอันเป็นเคหสถานของนายสมชายโดยผ่านเข้าไปทางหน้าต่างซึ่งทำ ขึ้นโดยมิได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า แต่เมื่อไม่อาจปีนเข้าไปได้เพราะตัวเตี้ยจึงกระโดดเข้าเหยียบบ่าของนายโซ เพื่อเข้าไปลักทรัพย์ การเหยี่ยบบ่าเป็นการใช้กำลังประทษร้าย ตาม ปอ.มาตรา1(6) แล้ว เมื่อกระทำไปเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ นายปลอดจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์ ตาม ปอ.339 เมื่อการชิงทรัพย์เป็นการเข้าทางช่องทางที่มิได้จำนงให้เป็นทางคนเข้าตาม มาตรา 335(4) และกระทำในบ้านอันเป็นเคหะสถานตาม มาตรา 335(8) จึงต้องรับโทษตาม 339 วรรคสอง นายปลอดยังมีความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายตาม มาตรา 365(1) ประกอบ 364 เพราะเข้าไปในเคหสถานของนายสมชายโดยไม่มีเหตุอันสมควรอีกด้วย
เมื่อนายปลอดชิงสร้อยคอทองคำมาแล้ว สร้อยคอทองคำของนายสมชายจึ่งอยู่ในความครอบครองของนายปลอด เป็นทรัพย์ที่อาจถูกลักต่อไปได้ การที่นายยอดกระชากสร้อยไปจากนายปลอดเป็นการฉกฉวยทรัพย์ไปโดยซึ่งหน้า การกระทำของนายยอดจึงเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ตามมาตรา 336วรรคแรก

ข้อ ๖ นายมั่งเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกของตนทั้งหมดให้แก่นายซื่อบุตรชาย ซึ่งเป็นน้องของนายแห้วเพียงแต่ผู้เดียว เมื่อนายมั่งถึงแก่กรรมและมีการเปิดเผยพินัยกรรม นายแห้วโกรธมาก จึงบุกเข้าไปในบ้านของนายซื่อแล้วใช้อาวุธมีดดาบที่นำติดตัวมาด้วยขู่บังคับ ให้นายซื่อโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกให้แก่ตนหนึ่งแปลง มิฉะนั้นจะฟันให้ตาย นายซื่อตอบตกลงเพราะความกลัว ในขณะที่นายแห้วเดินออกจากบ้าน นายกล้ามคนรับใช้ของนายซื่อจะเข้าจับกุมตัวนายแห้วเพื่อส่งเจ้าพนักงานตำรวจ นายแห้วจึงใช้อาวุธมีดฟันไปที่แขนของนายกล้ามเพื่อให้พ้นจากการจับกุม นายกล้ามเอี้ยวตัวหลบอาวุธมีดจึงถูกบริเวณด้านหลังเป็นแผลยาว ๑๐ นิ้ว มองเห็นได้ในระยะไกลหากนายกล้ามถอดเสื้อ

ให้วินิจฉัยว่า นายแห้วมีความผิดฐานใดหรือไม่

ข้อ ๗ ในปีภาษี ๒๕๕๒ นายสมชายเป็นพนักงานของบริษัทเสรี จำกัด ได้รับเงินเดือนรวม ๒๔๐,๐๐๐ บาท ในปีภาษีเดียวกัน นายสมชายจ้องการซื้อรถยนต์คันใหม่ จึงขายรถยนต์คันเก่าไปในราคา ๑๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากนี้นายสมชายได้ลงทุนซื้อที่ดินเก็งกำไร ๑ แปลง ราคา ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท และขายไปในปีเดียวกันราคา ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท

ส่วนนางสมศรีเป็นภริยาของนายสมชายและอยู่ร่วมกันมาตลอด ในปีภาษีเดียวกัน นางสมศรีได้รับเงินค่านายหน้าจากการขายเก้าอี้นวดไฟฟ้ารวมเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท

ให้วินิจฉัยว่า

๑.. นายสมชาย ต้องนำเงินเดือนที่ได้รับมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินค่าขายรถยนต์มาเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินค่าขายที่ดินมาเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือไม่

๒..นายสมชาย ต้องนำเงินค่านายหน้าของนางสมศรีไปรวมเป็นเงินได้ของตนเพื่อคำนวณเสียภาษีหรือไม่

เงินเดือน ๒๔๐,๐๐๐ บาท ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ม.๔๐ (๑) ประกอบมาตรา ๓๙
ขายรถเก่าเพื่อซื้อใหม่ ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะมิใช่ผู้ประกอบการ ตาม ม. ๗๗/๑ขายที่ดินเก็งกำไรต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา ๙๑/๒ (๖) ประกอบ พรฎ. ๓๔๒ พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔ (๖)(ค)

ประเด็นที่ ๒ นายสมชายฯ ต้องนำเงินได้ของภริยา มาตรา มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยยื่นแบบ ภงด. ๙๐ ภายในวันที่ ๓๑ มี.ค. ๕๓ ปรก. มาตรา ๔๐ (๒) และ ๕๗ ตรี

ข้อ ๘ นายจันทร์ เป็นลูกจ้างของบริษัทยางพารา จำกัด มาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2550 บริษัทยางพารา จำกัด ได้ประกาศจดทะเบียนควบรวมกิจการกับบริษัทยางหล่อดอก จำกัด โดยเปลี่ยนชื่อ เป็นบริษัทยางไทย จำกัด การควบรวมกิจการมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 25550 เป็นต้นไป บริษัทยางพารา จำกัด ได้ประกาศให้ลูกจ้างทราบว่าลูกจ้างคนใดที่ต้องการโอนไปทำงานกับบริษัทยางไทย จำกัด ต้องแสดงความจำนงภายในวันที่ 15 มีนาคม 2550 มิฉะนั้นจะถือว่าไม่ประสงค์ทำงานเป็นลูกจ้างอีกต่อไป นายจันทร์ไม่ได้แสดงความจำนงโอนไปทำงานกับบริษัทยางไทย จำกัด ภายในระยะเวลาที่กำหนดเนื่องจากต้องการประกอบอาชีพส่วนตัว แต่ต่อมาเกิดเปลี่ยนใจกระทันหัน ฉะนั้นในวันที่ 1 เมษายน 2550 นายจันทร์ได้ไปที่บริษัทยางไทย จำกัด เพื่อเข้าทำงาน บริษัทยางไทย จำกัด ปฎิเสธไม่ให้นายจันทร์เข้าทำงานโดยอ้างว่าไม่มีชื่อเป็นลูกจ้างของบริษัท

ให้วินิจฉัยว่า นายจันทร์จะใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชยบริษัทยางไทย จำกัด ได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๒๔๒-๗๒๕๔/๒๕๔๕
แพ่ง การโอนสิทธิของนายจ้างต้องให้ลูกจ้างยินยอมด้วย การควบบริษัทจำกัดเข้ากัน (มาตรา ๕๗๗ , ๑๒๔๓)
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ (มาตรา ๑๓ , ๑๑๘ )
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา ๑๓ มีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองลูกจ้างมิให้ต้องถูกออกจาก งานหรือถูกลิดรอนสิทธิและผลประโยชน์ใดที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการโอนกิจการ หรือการควบรวมกิจการของนายจ้างตามกฎหมาย การที่ธนาคารจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนควบรวมกิจการกับธนาคาร ซ. แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น ธนาคารจำเลยที่ ๒ ซึ่งการควบรวมกิจการดังกล่าวมิใช่การเลิกกิจการของจำเลยที่ ๑ เพียงแต่จำเลยที่ ๑ ต้องสิ้นสภาพไปโดยผลของการควบรวมกิจการกับนิติบุคคลอื่นเท่านั้น และเป็นผลให้จำเลยที่ ๒ ต้องรับโอนไปทั้งสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ทั้งสิ้น ตามนัย ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๔๓ และจำเลยที่ ๒ ยังต้องรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ทุกประการอันเกี่ยวกับลูกจ้างของจำเลย ที่ ๑ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา ๑๓ และ ป.พ.พ. มาตรา ๕๗๗ วรรคแรก ซึ่งผลของกฎหมายดังกล่าวลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ย่อมต้องโอนไปเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ในทันทีโดยอัตโนมัติแม้จะไม่ได้แสดงเจตจำนงออกมาอย่างชัดแจ้งว่า ประสงค์จะโอนไปเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ก็ตาม เว้นแต่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ รายที่แสดงความประสงค์อย่างชัดแจ้งว่าไม่ยินยอมโอนไปเป็นลูกจ้างของจำเลยที ๒ ในกรณีเช่นนี้จึงจะถือว่าจำเลยที่ ๑ ได้เลิกจ้างลูกจ้างดังกล่าวเนื่องจากสภาพนิติบุคคลของจำเลยที่ ๑ ได้หมดสิ้นไป อันเป็นเหตุให้ลูกจ้างไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา ๑๑๘ วรรคสอง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสิบสามไม่แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ ๑ หรือจำเลยที่ ๒ ว่าไม่ประสงค์ที่จะโอนไปเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ จึงต้องถือว่าโจทก์ทั้งสิบสามได้โอนไปเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ แล้ว การที่จำเลยที่ ๑ ประกาศกำหนดเงื่อนไขให้ลูกจ้างจำเลยที่ ๑ ที่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยที่ ๒ ต้องแสดงเจตจำนงตอบรับการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ภายในระยะเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะถูกเลิกจ้างนั้น เป็นการกำหนดเงื่อนไขที่ขัดแย้งต่อบทกฎหมายข้างต้น ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่มีผลบังคับ

ข้อ ๙ บริษัท เอบีซี จำกัด เป็นโจทก์ฟ้องนายชื่น เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องซึ่งอยู่ระหว่างสมัยประชุมสภานิติบัญญัติของรัฐสภา นายชื่นให้ทนายความไปยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า นายชื่นได้รับความคุ้มกันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๑ วรรคสาม ขอเลื่อนคดีไปจนกว่าจะปิดสมัยประชุม ศาลชั้นต้านมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญบทมาตราที่อ้างให้ยกคำร้อง และเมื่อคดีเสร็จการไต่สวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณา วันรุ่งขึ้นตอนเช้า นายชื่นไปยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อ พิจารณาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและสั่งประทับฟ้องของนายชื่นในระหว่างสมัย ประชุมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๓๑ วรรคสาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ ที่จะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยได้ ให้ยกคำร้อง วันเดียวกันตอนบ่าย นายชื่นไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและสั่งประทับฟ้องของนายชื่อนในระหว่างสมัย ประชุม กับไม่ส่งข้อโต้แย้งของนายชื่นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นการดำเนิน กระบวนพิจารณาที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๑ วรรคสาม และ ๒๑๑

ให้วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและสั่งประทับฟ้องของนายชื่นระหว่างสมัย ประชุมกับไม่ส่งข้อโต้แย้งของนายชื่นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเป็น การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๓๑ วรรคสาม และมาตรา ๒๑๑ หรือไม่ และศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องของนายชื่นไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่

ข้อ ๑๐ ขณะที่นายแดงยืนเรียกรถแท๊กซี่อยู่บนตะแกรงเหล็กปิดปากบ่อท่อระบายน้ำทิ้ง ริมถนนสาธร แต่ตะแกรงเหล็กรับน้ำหนักนายแดงไม่ได้ ทำให้นายแดงและตะแกรงเหล็กตกลงไปในบ่อท่อระบายน้ำทิ้ง เป็นเหตุให้นายแดงขาหัก ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินทั้งสิ้น 50000 บาท นายแดงเห็นว่าความเสียหายดังกล่าวเกิดจาการที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจัด ทำบ่อที่ระบายน้ำทิ้งริมถนนสาธรซึ่งเป็นกิจการที่กฏหมายกำหนดให้อยู่ในอำนาจ หน้าที่ของกรุงเทพมหานครด้วยความประมาทเลินเล่อ โดยไม่ได้จัดทำตะแกรงเหล็กปิดวางบนปากบ่อท่อระบายน้ำทิ้งให้มีขนาดพอดีกับ ปากบ่อ และไม่ได้ทำบ่อรองรับตะแกรงเหล็กให้มีความมั่นคงแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักคน หรือสิ่งของได้อย่างปลอดภัย และประสงค์จะฟ้องเรียกค่าเสียหาย

ให้วินิจฉัยว่า นายแดงจะต้องฟ้องบุคคลใด และต่อศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๐/๒๕๔๘ จำเลยด้วยความประมาทเลินเล่อ ละเลยมิได้จัดทำตะแกรงเหล็กปิดวางบนปากบ่อให้มีขนาดพอดีกับปากบ่อ ทั้งมิได้จัดทำบ่ารองรับตะแกรงเหล็กให้มีความมั่นคงแข็งแรงพอที่จะรับ น้ำหนักคนหรือสิ่งของได้อย่างปลอดภัย เมื่อโจทก์ไปยืนบนตะแกรงเหล็กดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์พลัดตกลงไปในบ่อระบาย น้ำทิ้ง ตะแกรงเหล็กทับขาของโจทก์หักหลายท่อน ขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจากเหตุดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ การกระทำละเมิดของจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ ในการดำเนินกิจการทางปกครองหรือการบริการสาธารณะที่กฎหมายกำหนดให้จำเลยต้อง ปฏิบัติและอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

Advertisements